แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน

แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้าน
หนังสือ "แกะรอยหยักสมองรวยหุ้นหมื่นล้านแบบ Buffet" โดย ภาววิทย์

หนังสือที่ได้รับความนิยมใน Blog นี้

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือ Outlier


ผมอ่านหนังสือ "Outliners - ของ Malcolm Gladwell" เขาพูดถึงเรื่อง ความเก่งหรือ การเป็นมืออาชีพ ได้อย่างน่าสนใจมาก เขายก "กฎของ 10,000 ชม." คือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เช่น เล่นดนตรี เล่นกีฬา เต้น ร้องเพลง คือ ทั้งหมดนี้มีเส้นแบ่งระหว่าง"มือสมัครเล่น" กับ "มืออาชีพ" ก็คือ 10,000 ชั่วโมงแห่งการซ้อมนี่แหละ -- ในระบบการเรียน คือ ใครจะเป็น Doctor ได้ต้องเรียน 3 -5 ปี ขึ้นไป ซึ่งถ้านับก็ประมาณ 10,000 ชั่วโมง นั่นเอง

ผมอ่านประวัติ นักร้อง หน้าตาธรรดาคนหนึ่งที่ชื่อ "Rain" คือหน้าตา สุดธรรมดา "ไอ้ตี๋ดีๆนี่เอง--แต่สาว กรี๊ดสลบ..." พออ่านก็รู้สึกนับถือ ในความมุ่งมั่นที่เขาทุ่มเทชีวิตในวัยรุ่นทั้งหมดให้กับการเต้นและร้องเพลง (ซึ่งถ้านับก็ประมาณ 10,000 ชั่วโมง นั่นเอง) ทำให้เขากลายเป็น นักร้องที่ดังสุดๆ

-- ผมมองว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จ ยิ่งต้องเกิดจากการ ((--ย่น 10,000 ชั่วโมง ให้ถึงเร็วที่สุด !!!)) คือ ถ้าเราฝึกได้วันละ 15 ชัวโมง ต่อวัน(ไม่มีหยุด 365 วัน) เราจะต้อง อุทิศ 2 ปี เต็มๆให้กับการฝึก

--ยิ่งถ้าการฝึก..มีครูที่ดีด้วย เช่น เราเต้นโดยมีอาจารย์ที่เก่ง หรือ ไปฝึกกับพวก นิโกร อยู่กิน เต้น แร็พ ตลอดสองปี "คุณอาจเป็น Rain!!! ก็ได้" ฮ่า ฮ่า...

(ผมชักอยากเป็น Rain แล้วซิ ...แต่ไม่รู้จะอึดได้ 15 ชั่วโมงต่อวัน ตลอด 2 ปีเต็มได้หรือไม่ "น่าคิดจริงๆ") แต่จริงๆ ก็อยากเป็น Tiger Woods เหมือนกัน แต่คงยากเพราะ Tiger Woods เขาโดนพ่อทรมานมาตั้งแต่ 2 ขวบ ฝึก 10 ชั่วโมงต่อวัน ตลอด 20 ปี ไม่มีวันหยุด เท่ากับว่าตอนนี้ ชั่วโมงการฝึกสะสมของ Tiger ได้เกิน 80,000 ชั่วโมงไปแล้ว --นั่นเท่ากับว่า ไม่มีใครในโลกที่จะฝึกได้เท่ากับ Tiger ในอายุที่เท่ากัน และนี่จึงทำให้ Tiger เป็นที่หนึ่งของโลก

-- วิธีที่จะทำให้ได้แบบ Tiger คือ คุณต้องเริ่มทรมานลูกคุณตั้งแต่ 1 ขวบ (ก่อน Tiger 1 ปี) และบังคับให้ลูกคุณตีกอล์ฟ วันละ 10 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 20 ปี (ห้ามมีวันหยุด ..ถ้าหยุดเอาแซ่ฝาดหลัง !!!!)... ดังนั้นเมื่อลูกคุณอายุ 21 ปี เขาก็จะมีชั่วโมงการซ้อม 73,000 ชั่วโมง ผมเชื่อแน่ว่าด้วยชั่วโมงการซ้อมขนาดนี้ ไม่ว่าคุณ เลือกให้ลูกคุณเป็นอาชีพอะไร เขาก็จะเป็นที่หนึ่งของโลก ในอาชีฟนั้นๆอย่างแน่นอน

ผมเขียนมาถึงจุดนี้ เริ่มรู้สึกว่าโลกนี้มัน"บ้า...บ้า...บ้า" คือ ไม่มีอะไรที่ได้มา โดยที่เราไม่เสียอะไร จริงไหม --- ทุกอย่างล้วนแลกมาด้วยอีกสิ่งที่เสียไป

.... ดังนั้น ชีวิตแต่ละคนจึงต่างกัน อยู่ที่คุณเลือกเอง (แต่ใน Case ของ Tiger พ่อเขาเลือกให้เขา ตั้งแต่ 2 ขวบ จากนั้นเมื่อเขาโตขึ้น เขาก็เลือกที่จะทำมันต่อ และนี่เป็น The Making of Champion

--- ดังนั้น "เราๆท่านๆ ไม่ต้องเสียใจหรอกครับ ที่ไม่ได้เป็นที่หนึ่งของโลก ในด้านใด เพราะนั่น หมายถึงความทุกข์ระทม ขมขื่น ขาดชีวิต ที่คนปกติมี )......ผมถามว่า จากนี้ คุณจะเลือกอะไร -- และคุณจะเลือกอะไรให้ลูกคุณ ??? ...น่าคิด....

หนังสือ" Mandela's Way" ที่นายกอภิสิทธ์อ่าน


"ประวัติศาสตร์สร้างวีรบุรุษ หรือ วีรบุรุษสร้างประวัติสาสตร์" คือแค่ประโยคนี้"ก็โดน" คือมันไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับผมเลย เพราะผมไม่ต้องการเป็นวีรบุรุษหรือ เป็นประวัติศาสตร์ แต่คุณ อภิสิทธิ์ไม่แน่ เพราะคุณอภิสิทธิ์อาจอยากเป็น "มะเร็ง"บ้าง เพราะ "เครียดแตก" ไม่รู้ว่าจะ ผ่าปัญหาทางการเมืองไทยอย่างไร ...เอาเป็นว่านั้นเป็นปัญหาของ "นายก"

--ผมว่าที่น่าสนใจกว่าคือ "เนลสัน แมนเดลา" (ประธานาธิปดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันดิภาพ และเป็นบุรุษที่ทั่วโลกยกย่องต่อการต่อสู้ปลดปล่อยแอฟริกาใต้ ด้วยสันติวิธี) สิ่งที่น่าทึ่งในตัว"แมนเดลา"คือ เขาติดคุกถึง 27 ปี ดังนั้น สิ่งต่างๆที่เขาสำเร็จและได้รับการยกย่อง คือ ภาพหลังที่เขาออกจากคุกในวัย 70 กว่าปีแล้ว

--ภาพที่เราๆไม่เห็น คือ การติดคุกกว่าครึ่งชีวิตทำให้แม่ของเขามองว่าเขา เป็นคนขี้คุก และแม่ของเขาก็เสียชีวิตตั้งแต่ เขายังอยู่ในคุก นั่นหมายความว่า ภาพที่เขาสร้างให้แม่เขาเห็นเป็นเพียงภาพความผิดหวัง ไม่ใช่ภาพความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่เราทุกคนเห็น

จุดที่น่าสนใจคือ ชีวิต เราต้องการให้คนที่เรารักเห็นว่าเราสำเร็จ หรือ เราอยากให้คนอื่นเห็นมากกว่า ..ผมว่าประเด็นนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง --คนที่ประสบความสำเร็จส่วนมาก ภายหลังจากที่ พ่อแม่ จากไปเสียแล้ว เช่น Rain นักร้องเกาหลีที่สำเร็จสูงภายหลังจากที่แม่เขาตายไปแล้ว

--- แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จโดยที่ พ่อแม่ ยังมีชีวิตอยู่ อย่าง Bill Gates ก็ใช่ อย่าง ผู้ก่อตั้ง Facebook มาร์ค ซุคคาเบิกค์ ก็ใช่ เพราะเขาเป็นเศรษฐีในวัยยี่สิบต้นๆ ..สิ่งที่"แมนเดลา" ได้กล่าวไว้ว่า "ชีวิตนั้นยาวไกล" เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก เพราะแท้จริงแล้วความสำเร็จของแต่ละคนไม่สามารถกำหนดได้ ว่าคุณจะสำเร็จเมื่อใด จากตัวอย่างที่กล่าวมา บางคนก็สำเร็จแต่ยังหนุ่ม (แต่ตอนแก่ อาจตกอับก็ได้)

บางคนสำเร็จในบั้นปลาย เช่น "แมนเดลา" หรือ แม้แต่ "อองซาน ซูจี" ซึ่งตอนนี้ก็ยังสู้อยู่ ..เราไม่อาจกำหนดได้ว่า คนที่เราอยากจะโชว์ความสำเร็จ จะได้เห็นความสำเร็จของเราหรือไม่ ---ดังนั้น เมื่อเราไม่สามารถกำหนดอะไร เราจึงไม่ควรอยู่เพื่อ"ความสำเร็จ"

--หลายท่านอาจจะ(งง) ว่า ถ้าไม่อยู่เพื่อความสำเร็จเราจะอยู่เพื่ออะไร ..และนี่เองคือ ตัวปัญหา --ผมว่ามนุษย์เรามุ่งสร้าง"ความสำเร็จ" โดยลืมนึกไปว่า ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร --หลายคนบอก"ผมเกิดมาเพื่อเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ แต่จะมีสักกี่คนที่จะได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ...โลกนี้มีคนเป็นพันล้าน ..ทุกคนล้วนอยากรวย อยากยิ่งใหญ่ อยากมีอำนาจ --ผมถามหน่อยว่าปัญหาที่แท้จริง มันคือ คือ "ความอยากมี"จริงไหม ที่ทำให้คุณเป็นทุกข์ เป็น"มะเร็ง"

วันนี้เรามอง คุณอภิสิทธิ์ คุณทักษิณ คนนึงมีอำนาจ คนนึงมีเงิน แต่ทั้งสองคนก็ล้วนไม่สามารถได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ..แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่ เขาสร้างการแตกหัก สร้างความเดือดร้อน --- จริงๆแล้วผมว่า วันนี้มนุษย์เรา ก้าวเกิน "ความพอดี" ปัญหามันอยู่ที่การแสวงหาเงินทองและอำนาจ จนเกินความจำเป็น สุดท้าย คนได้อยู่บ้านหลายร้อยล้าน (ไม่ใช่คุณ) แต่กลายเป็น "คนรับใช้" ....คนที่ได้ขับ Roll Royce คันงามสุดแพง (ไม่ใช่คุณ) แต่เป็น"คนขับรถ" ..พ่อแม่หลายคนหาเงินยากลำบาก เพียงเพื่อให้ลูกเอามาผลาญ -- แล้วความ"พอดีมันอยู่ตรงไหน"

คุณมี 20 บาท ก็อิ่มได้ ...ถ้ามีพันบาท ก็อาจได้กินของแพง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันอร่อยกว่าอาหาร 20 บาท หรือ มื้อละหมื่น..บางทียังอร่อยสู้ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่ได้ และมัน"เพื่ออะไร" ยิ่งรวยกินของดีๆกลับอ้วน ท้ายสุด ไม่ได้ดี "อ้วน..น่าสมเพศ ..เป็นโทษไปอีก"

อ้าว..นอกเรื่องไปเยอะ กลับมาที่ "แมนเดลา" จริงๆคนผิวดำ อายุไม่ค่อยยืน พูดง่ายๆว่า อายุ 70 กว่าที่รุ่งสุดๆของ "แมนเดลา"เป็นอายุที่คนผิวดำส่วนใหญ่ตายไปแล้ว --ผมไม่เชื่อว่า 27 ปีในคุกของแมนเดลา เป็นชีวิตที่มีความสุข ถ้าดูให้ดี ช่วงเป็น ประธานาธิปดีตอนแก่ ก็ใช่ว่าจะมีความสุข

--สรุปทั้งชีวิต "แมนเดลา"ที่หลายคนยกย่องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่เจ้าตัว กลับหาความสุขไม่ได้เลย --ผมว่าชีวิตมันคือทางเลือก หากคุณเลือกด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป คุณก็จะเสียอีกด้านอย่างมากเช่นกัน ดังนั้น ผู้ยิ่งใหญ่ คนรวยมากๆ เขาต้องแลกกับชีวิต ที่หลายคน ไม่เลือกเดิน

..ดังนั้น ผมว่า การเดินทางสู่"ความยิ่งใหญ่"กลับเป็นคนทางที่ "สวนทางกับความสุข" ...ซึ่งไม่ว่าทางใด สุดท้ายก็ไม่ต่างกัน คือ ตาย ---มันคงจะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ที่ทั้งชีวิต เราจะเลือกแบบ "แมนเดลา" หรือ "อองซาน ซูจี" ที่สู้ เดี๋ยวเข้าคุก แล้วก็สู้ แล้วก็เข้าคุก

... ผมเลือกที่จะเดินในทางที่ผมมีความสุข ไม่จำเป็นว่าทางนั้นจะนำเราไปสู่ผู้ยิ่งใหญ่หรือไม่ก็ตาม ..ความสุขที่เราเข้าใจมักเป็นความสุขจาก"การให้" ไม่ใช่"การครอบครอง การมีรถหรู หรือบ้านแพง จึงไม่จำเป็นในการครอบครอง เพียงแค่ได้ลองก็อาจเพียงพอ การกำหนดชีวิตให้ลูกหลานอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเหล่านั้นต้องการ มันเป็น"ความสุข"หรือ "พันธนาการ"กันแน่..ทางใครทางมัน (เราเลือกเอง).... แต่ก็ไม่ควรกำหนดให้ใคร....

หนังสือ The Ascent of Money


ผมเพิ่งอ่าน "The Ascent of Money - Niall Ferguson"อ่านไปอ่านมาก็พลิกไปอ่านบทสุดท้าย ไปโดน บทปิดเกี่ยวกับนิยามความหมายของ"ตลาดเงิน" --คือ โดยปกติตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยนึกเอะใจเลยว่า "เงิน คือ อะไร" แล้วทำไมเราต้องการมันมากๆ และก็ทำไม เงินสำหรับบางคนช่างหายาก"สุดๆ"

แต่สำหรับบางคนก็หาเงิน ง่ายๆ..."ทำไม" -- ไอ้คำพูดที่โดนมากๆจากหนังสือคือ การนิยามว่า ตลาดเงินเปรียบเสมือนกระจกที่ใช้สะท้อนถึง "การให้ค่าตัวเรารวมทั้งทรัพยากรที่เป็นประโยชน์รอบตัว"(งง) --ตอนแรกอ่านแล้วไม่เข้าใจ((มันลึก!!)) แต่พอนึกๆ ก็เริ่มเข้าใจ

... ยกตัวอย่างสมัยก่อน คุณเป็นเจ้าของที่ดินเยอะ ก็ไม่มีความหมาย หากไม่มีการพัฒนาเกิดบนที่ดิน--ที่ดินก็ไม่มีค่า ดังนั้น ก็"ไม่มีราคา" หรืออย่าง สมัยก่อน เป็นเจ้าของที่ดินที่มี แร่ยูเรเนียม ของประเทศออสเตรเลีย(ใครไปจับ"หินแร่"ก็เกิดเป็นโรคร้าย) กลายเป็นถูกมองว่า "เป็นผืนดินที่ถูกเทพเจ้าสาบไว้" แต่ปัจจุบัน พอมีการคิดค้น นิวเคียร์ กลับทำให้ แร่ยูเรเนียมมีคุณค่าขึ้นมาทันที จะเห็นได้ว่า การให้ค่าด้วย"เงิน" เป็นปัจจัยที่กำหนด สิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของมนุษย์นั่นเอง ตัวอย่างล่าสุด เช่น Google จะไม่มีค่าเลย หากคนเล่น Internet ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้

ดังนั้น คนที่รวย เช่น Bill Gates ก็คือ คนที่สามารถเป็นเจ้าของ ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง ( OS คืออะไรวะ ปัจจุบันหลายคนยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่ Bill Gates เขาผูกขาด ทุกคนต้องใช้ "รวยเลย"ว่างั้น..)--หลายคนอาจมองว่า "ง่ายๆ" แต่จริงๆมันไม่ง่าย --เพราะถ้ามันง่าย คนอื่นเขาก็เอา"ทรัพยากร"นั่นไปครอบครองหมดแล้ว ไม่เหลือถึงเราแน่นอน

-- ดังนั้น แสดงว่า การที่เราจะครอบครอง"ทรัพยากร" ได้มากมายในขณะที่คนอื่น"ไม่รู้" แสดงว่า "ทรัพยากร"นั่นๆ.. คนอื่นมองว่า "ไม่มีค่า" นั่นเอง --- (ฮ่า ฮ่า) แล้วอะไรล่ะที่ ดู"ไม่มีค่า"ในวันนี้ และมัน "มีค่า" ในวันข้างหน้า.. หลายคน(เริ่มคิด คิด...อะไรล่ะ)-- (ใช่แล้ว) --- ที่ดิน รกร้างในต่างจังหวัด "((หนองปรุ))-- อำเภอที่แห้งแล้งสุดในอีสาน ใช่ป่ะ

คือ ถ้าโชคดี ถนนอาจตัดผ่านที่ดินคุณ(จริงๆแทบเป็นไปไม่ได้) นอกเสียจากคุณเป็นรัฐมนตรีกระทรวง คมนาคม แล้วสั่งให้ตัดถนนผ่านที่คุณ ฮิ ฮิ... ไร้สาระ" --แต่ก็จริง "ที่ดิน" หลายที่คนมองข้าม แต่ท้ายสุดมันกลับมาแพงสุด

อย่าง"คุณตา"ผม ซื้อที่ไว้กลางนา ไกลเมืองสุดๆ อยู่แถว"รามอินทรา" ตั้งแต่ไร่ละร้อย (คุณลองนึกดู) ตอนนั้น ตาผมกะซื้อ ทิ้งๆ เพราะที่ดิน ถูกเป็น"ขี้" (สมัยก่อนพลเอกชาติชายเป็นนายก ที่แถวสุขุมวิท ยังไร่ละไม่กี่หมื่น ตอนนี้กี่ร้อยกี่พันล้าน) เอาเป็นว่า ไอ้ที่นั้น ปรากฏว่าวันดีคืนดี มีนายทุนใหญ่(บริษัท SC ASSET มาซื้อที่ใกล้กัน) และแล้วถนนใหญ่ก็ตัดผ่านที่ จากไร่ละร้อย ก็กลายเป็น ไร่ละหลายสิบล้าน --ขำไหม "ดวงครับ"

ลองนึกต่อว่า ถ้าซื้อที่ดินในวันนี้ แล้วในอนาคตจะ รวยได้เหมือน "คุณตา" ผมไหม --(ผมว่าฝันๆๆ) เพราะอะไรรู้ไหม ก็เพราะที่ดิน เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่สมัยคุณ ชาติชายมาเป็นนายก ก็มีการปั่นราคาที่ดินเป็น "ล้านๆเท่า" และแล้ว ราคาที่ก็ไม่ได้ปรับลงไปจุดเดิมอีกเลย --(อ้าว คราวนี้ จะเหลืออะไรอีกที่คนอื่นมองว่า "ไร้ค่า"ในปัจจุบัน และมัน(อาจ)มีค่า"มากมาย"ในอนาคต.....(คุณว่าอะไร)---"หุ้นไง" .........

หนังสือ Maxed Out ไวรัสการเงินของอเมริกากำลัง"ระบาดทั่วโลกแล้ว



"Maxed Out"คือ หนังสือขายดีของ James d.scurlock ผมเคยอ่านนานแล้ว เกี่ยวกับ "ความร้ายกาจของธุรกิจการเงินที่มีต่อสังคม" จะว่าไปแล้วผมก็ทำงานธนาคาร..เอ๊กๆ!!(แต่ไม่เกี่ยว ผมไม่ใช่เจ้าของ จึงพูดได้ หุ หุ...) ..เรื่องมีอยู่ว่า ธุรกิจการเงินแท้จริงแล้วสามารถสร้างและทำลายคนได้ เนื่องจากปัจจุบัน"แม้แต่คนที่มีการศึกษา"ยังตกเป็นเครื่องมือของ"เหยื่อล่อ ..ทางการเงิน"สิ่งนั้นก็คือ "ความโลภ"นั้นเอง

สมัยก่อนเรามักถูกสอนโดย "ปู่ย่าตายาย"ว่าอย่าสร้างหนี้ จงใช้จ่ายแต่พอตัว ..สิ่งเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วย"เอาของที่คุณอยากได้ไปก่อน แล้วค่อยจ่ายทีหลัง" ประเด็นปัญหามันอยู่ที่"หนี้"ที่คุณสร้างมันไม่ใช่หนี้ธรรมดา แต่มันเป็น"หนี้ทวีคูณ" --เพราะ"ดอกเบี้ย"ของสินค้าเหล่านี้อาจดูน้อยๆ..ผ่อนเดือนละไม่เท่าไหร่ แต่พอคำนวณเข้าจริง"มันเกือบเท่าตัว" ...ปัญหาหนี้เหล่านี้มีรากเหง้าจาก ประเทศที่"ศิวิไลทางการเงิน"อย่างอเมริกาที่คิด Product ทุกรูปแบบ ตั้งแต่คุณอยู่โรงเรียนก็ออก "Debit Card"ให้ พอคุณอยู่มหาลัย แทนที่จะให้เราจ่ายเงินสด..กลับปลูกฝังให้เราจ่ายผ่านบัตร พออายุถึงเริ่มทำงานก็ส่ง "Credit Card" มาให้ ..พอสักพักก็ส่ง "Car Loan" ตามด้วย "Home Loan" ..นี่แหละครับหลักการ Maxed Out คือ"ปลอกลอกคุณ"--ให้เป็นหนี้ให้มากที่สุด บวกดอกเบี้ยอีกหัวบาน และท้ายสุดก็รวมหนี้คุณเป็นก้อนเล็กๆ --"ให้คุณผ่อนจ่าย(ชั่วชีวิต)"

เดี๋ยวนี้เด็กหลายๆคน จ่าย Credit Card แค่ Minimum Required โดยไม่เคยรู้เลยว่า แท้จริง"เขาจ่ายเกิน(ราคาของ)ไปกี่เท่าตัว" อย่างบัตร Credit แท้จริงคือ"การสร้างนิสัยแห่งการเป็นหนี้ชั่วชีวิต" และสังเกตุไหมว่า ถ้าคุณจ่ายผ่านบัตร "คุณจะควักจ่ายง่ายกว่าเงินสด" และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำไมธนาคารอยากให้คุณทำบัตรเครดิต ..ผมว่าคุณน่าจะเอะใจบ้างว่า ทำบัตรเครคิตใบเดียว แถม"ของมาสิบอย่าง".."ธนาคารเขาไม่โง่หลอกครับ..ทุกอย่างที่ให้คุณ เขารู้ว่าเขาจะเอาอะไรจากคุณ!!" So Nothing is Free in this World !!

หัวใจความสำเร็จของ Maxed Out คือ พยายามให้คุณซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด แต่พยายามให้คุณผ่อนให้นานที่สุด (สรุปคือคุณผ่อนแต่ ดอกเบี้ย เงินต้นทบไปเรื่อยๆ ..จนวาระสุดท้ายของชีวิต --"น่ากลัว!!") คุณรู้ไหมเขาขายบัตรเครดิตอย่างไร (ง่ายๆ) ผมก็บอกคุณว่า "พี่ครับ!!บัตรเครดิตนี่สุดยอด พี่คิดดูนะ..มีที่ไหนแต่ละเดือน ธนาคารสรุปยอดการใช้จ่ายมาให้คุณ ฟรี!! เหมือนคุณมีเลขาส่วนตัว ..สมมุติพี่มีบัตรเครดิตหลายใบ พี่ก็แบ่งแต่ละใบ เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ..เท่านี้พี่ก็สามารถควบคุมรายจ่ายในบ้านทั้งหมด ..พอปลายเดือนธนาคารก็สรุปเป็นStatement มาให้พี่(ฟรี) รายปีไม่ต้องจ่ายอะไร ..สมัครตอนนี้พี่เอาไปเลย "พัดลม Samsumg" ..สรุป คุณ(งง) อ้าปากค้า สมัครทันที" ก็นี่แหละ ชีวิต!!

"Home Loan" นี่ตัวแรงเลย ..มัน American Dream คือสร้างฝันให้ทุกคน"ต้องมีบ้านเป็นของตัวเอง "พอจุดฝันนี้ติด"--Demand มหาศาลของบ้านก็เกิดขึ้น ..พอ Demand มาก ราคาก็"พุ่ง"--ยิ่งพุ่งคนก็ก็ยิ่งซื้อ --ปั่น Bubble กันเข้าไป (รอบ Sub-prime ที่ผ่านมา)เขามีการสร้างแนวคิด การลงทุนในบ้านอย่าง"สวยหรู" เช่น ทุก 7 ปีราคา"บ้านจะทบต้น"....ถามจริงๆเถอะ คุณเชื่อไหม?? --ราคาบ้านมันขึ้นอยู่กับ Demand & Supply ดูตอนนี้ซิครับที่อเมริกา บ้านราคาตกเอา ตกเอา ก็เพราะ Demand มันไม่มี "มีแต่คนจะขายใช้หนี้"ราคาก็ตกเรื่อยๆ แต่หนี้ไม่ได้ตกตาม สรุป (คุณก็จ่ายหนี้ต่อไป)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผม Anti ระบบ"ธนาคาร" --"ไม่ใช่ครับ" ผมเพียงแต่เตือน ให้ทราบถึงสิ่งที่อยู่"เบี้องหลัง" ..การค้าทุกประเภทล้วนมุ่งหวังกำไร --ไม่มีอะไรดีสุดๆ "อะไรที่มันดูเหมือนว่าดีเกินจริง มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีเกินจริงนั่นเอง" ...ปัจจุบันเราถูกสอนให้มีทุกอย่างที่คนอื่นมี ถ้าไม่มีเงินก้ไปกู้มามี .."แนวคิดต่างหากที่เป็นปัญหา" ..พฤติกรรมของคน มันได้บ่งบอกอยู่แล้วว่า "คนที่จะรวยหรือจน" ดังนั้น มันไม่ใช่โชคชะตา มันขึ้นอยู่กับ"คุณ"ต่างหาก

ผมเคยอ่านหนังสือของ Rich Dad Poor Dad ที่เขาสอนว่ามีทั้ง Good Debt และ Bad Debt คืออะไรที่"กู้เพื่อไปสร้างรายได้ก็เป็นสิ่งที่ดี(Good Debt)" แต่ถ้ากู้ไปซื้อของไม่จำเป็นก็เป็น Bad Debt --ตัวผมเองสมัยเปิดร้านอาหารที่ออสเตรเลีย ก็เอาบ้าง ผม Maxed Out บัตรเครดิตผมที่มีอยู่ ประมาณ 6 ใบ จากนั้นผมก็ไป กู้ธนาคารเพิ่มเพื่อขยาย"สาขา"ร้านอาหาร

..สรุปได้ว่าผม Leverage อย่างมหาศาล ตามตำรา MBA พอทำเปิดได้ ผมก็เริ่ม"ตึง"คือ ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไหนจะหนี้ธนาคาร ไหนจะหนี้บัตรเครดิต ผมเลยคุยกับลูกน้องว่า "เอางี้ผมจะให้ Stock Option คุณ" ..(พูดง่ายๆคือ ผมไม่มีเงินจ่าย เลยจะให้เขาเป็นหุ้นส่วน แบบที่นิยมใน ​Silicon Valley น่ะครับ) สรุป "เน่าครับ"ร้านนั้นปิดไปเลย ได้ฮา..น้ำตาแตก --ผมถึงบอกว่า "ตำรากับชีวิตจริง" มันหนังคนละม้วน ... นี่แหละครับ ไม่ว่าคุณจะเก่งระดับผู้ประกอบการก็ใช้ว่า Maxed out จะหลอกคุณไม่ได้ ---"มันอยู่ที่คุณ It's Only you" หุ หุ.....

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนังสือ The Snowball


หนังสือเล่มนี้เป็น การเจาะลึก"ที่มาของ The Omaha" สุดยอด Value Investor ของโลก Warren Buffet นั่นเอง...ก่อนอื่นต้องบอกว่า เป็นหนังสือที่เจาะลึกประวัติของ Buffet อย่างละเอียดมาก ตั้งแต่วัยเด็ก จนรวยสุดๆในปัจจุบัน "ขอ บอกว่าหนังสือหนามาก!!" ..แต่อ่านสนุกเหมือนอ่านนิยาย ..Buffet เริ่มลงทุนตั้งแต่หนุ่มๆ โดยเป้็นลูกมือ(และลูกศิษย์) ของ Gra้ham ที่เขายกย่องว่าเป็น อาจารย์สอนหลัก Value Investor ให้แก่เขา

แต่แท้จริงแล้ว Graham เกษียณอายุตัวเองตั้งแต่ยังหนุ่ม(เนื่องจาก Graham มองว่า ณ เวลานั้น ตลาดมันสูงเกินไปแล้ว) แจ่จุดที่ Graham มองว่าตลาดแพงไปแล้ว "มันนังเป็นแค่ช่วงจุดเริ่มต้นในอาชีพของ Buffet เท่านั้น!! ... นั่นหมายความว่า Buffet ร่ำรวยจากตลาดที่ Graham ไม่คาดคิดมาก่อน!!

หลังจากที่ Buffet แยกจากอาจารย์ Graham ...เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาลงทุนตามความเชื่อ ...ในช่วงแรกๆของชีวิตเขาไม่สามารถจะหาคนมาลงทุนด้วย "เพราะเขาไม่ค่อยมีชื่อเสียง" จึงเป็นแค่การลงทุนสำหรับ คนวงในที่พอจะรู้จัก ..หลังจากนั้นแค่สิบปี เขาก็สามารถพิสูจน์ฝีมือ จนมีคนเอาเขาไปเขียนเป็นหนังสือสุดยอดนักลงทุน..โห !! (จังหวังนั้น Buffet ก็เลิก Partnership ของเขา "คืนเงินนักลงทุน..แล้วพักอยู่ช่วงนึง" ...

The making of Buffet จริงๆ มันเกิดหลังจากที่เขาลงทุน "ครั้งที่สอง" ..และจากประสบการณ์และ Performance Record ของเขา-- ก็ทำให้ The Second Act ของเขาสามารถหานักลงทุนได้ไม่ยากนัก ..เขาใช้วิธีการคิดค่า"จัดการที่ไม่เหมือนใคร" ซึ่งทั่วไป Fund Manager จะคิดค่า Fee จากเงินต้นเช่น 2% (ตายตัวไม่ว่ากำไรหรือไม่ก็ตาม)--

แต่ Buffet ใช้คิดจาก "ผลกำไร คือ ถ้าเขาไม่สามารถทำกำไรเกิน 6%(ดอกเบี้ยพันธบัตรเวลานั้น)-- เขาจะไม่คิดค่าบริหารเลยสักแดง!! "เขาคิดค่าบริหารจาก กำไร..ไม่ใช่จากเงินต้น และนี่คือความแตกต่าง"(แต่ปัจจุบัน Hedge Fund คิดทั้ง Fee จากเงินต้น 1-2% รวมทั้งคิดอีก 20% จากกำไร "จะไม่รวยได้ไงครับนี่"..ถ้า Buffet คิดค่าบริหารกองทุนเหมือน Hedge Fund ป่านนี้เขารวยกว่า Bill Gates ไม่รู้กี่เท่าแล้ว...หุ หุ...)

ตลอดระยะเวลา 40 ปีต่อมา Buffet สร้างผลตอบแทนทบต้นเกิน 25% ต่อปี ซึ่งเป่็นสถิติยาวนานที่ไม่มีนักลงทุนคนใดในโลกเทียบติด "การคิดค่าบริหารจากกำไร"--กลับทำให้ Buffet ได้เงินมากกว่า...และจุดนี้ทำให้เขา"รวยสุดๆ"

หลักการลงทุนของ Buffet ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือ "ซื้อกิจการอนาคตมั่นคง ที่ธุรกิจเข้าใจง่าย ในจังหวะที่หุ้นต่ำกว่า ราคาที่ควรจะเป็น" ซึ่งท้ายสุด "เขาก็ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า"--เขาคิดถูก เพราะผลตอบแทนที่เขาได้ ไม่ได้ด้อยไปกว่า นักลงทุนที่เล่นหุ้นหวือหวาเสียด้วยซ้ำ..(แต่คุณเคยคิดไหมว่า การที่ Prove "ไอเดียหนึ่งๆว่าถูกหรือผิด โดยใช้เวลา 40 ปีเต็มๆ)--มันไม่ใช่อะไรที่ง่ายเลย!!... มันเหมือนกับการแข่งวิ่งมาราธอน ที่เส้นระยะทางยาวที่สุดในโลก คือต้องใช้เวลา 40 ปี ..ผมว่าใครแข่งด้วย--มันเลิกแข่งไปตั้งแต่ ปีสองปีแรกๆแล้ว "ต้องขอบอกว่า Buffet โคตรอึดเลย!!"

เขาเปรียบเทียบการลงทุนว่าเหมือน การกลิ้งของ snowball คือ เขายืนอยู่บนยอดเขา แล้วก็โยนก้อนหิมะเล็กๆ ลงมา..กลิ้งลงมาๆ..ๆ.ยิ่งกลิ้งลงมาๆ ..ก้อนหิมะเล็กๆ ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ...ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ---"ปัจจุบันหิมะก้อนเล็กที่ Buffet กลิ้งลงมา ไม่ว่า จะเป็น บริษัท โค้ก ,ยินเล็ท ,นสพ.วอชิงตันโพสต์ , บริษัท ประกันที่เขาลงทุน และอื่นๆอีกมากมาย ภายใต้ Berkshire Hathaway ได้กลายเป็นหิมะก้อนมหึมาอย่างทุกวันนี้

..และนี่ก็คือ ที่มาของ The Snowball (ก้อนหิมะเล็กๆ ที่กลายเป็นภูเขา...)--- เท่ห์มาก (ส่วนรายละเอียดก็ไปหา The Snowball มาอ่านกันครับ!!...)

หนังสือ ของ Jim Rogers กับแนวคิด "Commodity Bullish--Stock Bearlish"


วันก่อนผมอ่านหนังสือ อีกเล่มของ Jim Rogers --"A Gift To My Children" ..จริงๆผมอ่านหนังสือของ Jim Rogers มาหลายเล่มแล้ว ตั้งแต่ "Hot commodities", "A Bull in China" คือเขาเป็นนักลงทุนที่ร่วมก่อตั้ง Quantum Fund กับ จอร์จ โซรอล นั่นเอง

--ผมชอบแนวคิดของ Jim มาก เพราะปกติคนที่สำเร็จ ย่อมมีแนวความคิดที่ไม่ธรรมดา --(และมันก็ ไม่ธรรมดาจริงๆ).. เพราะทุกอย่างที่เขาคิด หรือ ลงทุน มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ(ชาวสวน) และ"นั่นคือ จุดที่ทำให้เขาสำเร็จอย่างมหาศาล" --เขาตั้ง Rogers Commodities Index ปี 1998 เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดผลตอบแทนจากตลาด Commodity ซึ่งตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา Index นี้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องชนะหุ้นกระจุย หรือ ที่เขาเรียกว่า Commodity Boom นั่นเอง --เขากล่าวว่า "Commodity" กับ "หุ้น" จะวิ่งสวนทางกัน

..โดยที่ Cycle ของ Commodity จะขึ้นลงเป็น Cycle ทุกๆ 14 -23 ปี โดยทุกครั้งที่ Commodity ดี หุ้นจะไม่ค่อยไปไหน เพราะที่เราทราบกันดีว่า Commodity ล้วนเป็นส่วนประกอบที่อยู่ในส่วนของต้นทุนของบริษัทต่างๆ ดังนั้น เมื่อ Commodity ขึ้น ก็เท่ากับว่าต้นทุนของบริษัทต่างๆ ย่อมสูงขึ้น ทำให้กำไร"แย่ลง" ดังนั้น หุ้นก็จะไม่ไปไหน (ซึ่ง Commodity Boom รอบนี้ เขาคาดว่า น่าจะไปสิ้นสุดระหว่างปี 2014 - 2022 ตามสถิติที่ผ่านมา)

ซึ่งจุดนี้ผมมองว่า เป็นอะไรที่สอดคล้องกับ "แนวคิดเกี่ยวกับ Asian Miracle 2 .. ที่ผมคาดว่าน่าจะเกิดในไม่ช้า" คือ ถ้าเรามองตลาดในขณะนี้ แม้ Commodity ราคาแพง แต่บริษัทกลับทำกำไร ไม่ได้แย่ไปกว่าปกติ (เห็นได้จาก dividend Yield ของบริษัทต่างๆในตลาดเรา ให้ผลตอบแทนที่สูง ทั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเพราะ ต้นทุนการเงินที่ต่ำ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง
ส่งผลให้ต้นทุนการเงินของบริษัทลดลง ประกอบกับการลดต้นทุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ไปชดเชย กับ ต้นทุนวัตถุดิบ Commodity ที่แพงขึ้น)

ดังนั้น ถ้ามองให้ยาวขึ้น --หากราคา Commodity ลดลงเมื่อไหร่ ก็น่าจะนำมาซึ่งกำไร ของบริษัทต่างๆในตลาดที่ดีขึ้น --หุ้นก็จะขึ้นตาม ซึ่งจะหมายถึง Stock Market Boom แรงๆอีกครั้ง

ดังนั้น สรุปได้ว่า หากเราลงทุนซื้อหุ้นวันนี้ แล้วถือไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสสูงที่ในอนาคตอันใกล้ เราจะได้รับอานิสงค์ของ Bull Market ทำให้เรา"รวยได้ไม่ยาก" แต่หากเรารอไปเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับกำไร ของบริษัทที่ดีขึ้น (จุดนี้หมายถึง คุณได้ซื้อหุ้นในราคาถูก ซึ่งนับวัน บริษัทที่คุณถือ ก็จะให้กำไรและปันผลดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับ ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นเรื่อยๆ)

... อีกจุดยังต้องดูให้ดี คือ แล้วบริษัทอะไรที่ "น้ำมัน" ที่ได้รับประโยชน์จาก Commodity Boom ---แต่ยังจะคงดี เมื่อ Commodity Bust หรือไม่ -- อย่าง"โรงกลั้น" ถ้าราคา "น้ำมันร่วง" มันหมายถึง Stock Loss อย่างมหาศาล (อย่างในปี 2551)ดังนั้น ถ้าราคา"น้ำมัน"ลงแรง มันไม่สามารถหาต้นทุนใดมาลดได้ คือ "ขาดทุน" แต่หาก Commodity ยัง Boom ต่อ นั่นก็คือ โรงกลั้นจะกำไรอย่างต่อเนื่อง

--ดังนั้น เมื่อ Commodity เริ่มลงเมื่อไหร่ นั่นหมายถึง คุณควรเริ่มลงทุนในหุ้นที่ ได้รับประโยชน์ เช่น สายการบิน , การท่องเที่ยว , การผลิตอาหารการกิน , การผลิตต่างๆ ---สรุป"อยากรวย--ไม่ง่าย" การลงอะไรก็ต้องรู้จังหวะ คือ ถ้าหลับหูหลับตาก็ขาดทุนได้เหมือนกัน...

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นิตยสาร "FORTUNE 500" กำลังบอกอะไรเรา..


นิตรสาร FORTUNE จัดอันดับ บริษัท "FORTUNE 500" (บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทในอเมริกา) ปีนี้ที่ 1 คือ Wal-mart(ยอดขาย 408,214 ล้านเหรียญ) ซึ่งทวงแชมป์กลับมาจาก EXXON MOBIL ที่ 1 ปีที่แล้ว...คือปีนี้ EXXON ยอดขายลดลง 35% ในขณะที่ Wal-mart ยอดขายเพิ่มขึ้น 0.6%

...มาคุย เรื่อง Wal-mart กันนึดนึง บริษัทนี้ก่อตั้งโดย Sam Walton เมื่อ 48 ปีที่แล้ว เริ่มจากร้านขายของชำ แบบเบ็ดเตล็ดในรัฐ Arkansas เดิมตลาดค้าปลีกผูกขาดโดย SEAR, ROBUCK ซึ่งคล้ายๆห้างเซ็นทรัลในอีต ซึ่งรูปแบบ Discount Store ของ WAL-MART ได้เข้ามา เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง--หลายคนมอง WAL-MART ว่าเป็น ผู้ทำลายค้าปลีกอเมริกา จนกระทั่งเสียดุลการค้าต่อจีนมหาศาล( WAL-MART นำเข้าสินค้าจากจีน เยอะกว่า ประเทศบางประเทศด้วยซ้ำ --คิดดู..บริษัท ใหญ่กว่าประเทศ ..)

FORTUNE 500 ในปีนี้ มีตัวเลขที่น่าสนใจคือ กำไรของบริษัทต่างๆ เพิ่มขึ้น ในขณะที่ยอดขายลดลง (ซึ่งกำไรปีนี้ เพิ่มเกือบเท่าปี 2003 ที่ตลาดหุ้น Boom มากๆ ต่างกันตรงที่ปี 2003นั้นกำไรเพิ่มพร้อมกับยอดขายที่เพิ่ม แต่ในปี 2009 กำไรเพิ่มในขณะที่ยอดขายลดลง)

--จุดนี้เป็นผลมาจากการลดต้นทุน เช่น ปลดคนงานออก ของบริษัทใหญ่ๆ ในปี 2008 ประกอบกับเศรษฐกิจค่อยๆฟื้น ทำให้ ต้นทุนลดลงรวดเร็ว ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต ของบริษัทดีขึ้น (แต่ในภาพรวม ไม่ค่อยดี เพราะ การลดคนงานของบริษัทต่างๆ ส่งผลให้ Unemployment Rate ของอเมริกา สูงเกือบแตะ 10% ..ทำให้ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคหยุดการใช้จ่ายทันที พร้อมกับเริ่มเก็บออมมากขึ้น สวนทางกับ Saving Rate ที่ติดลบมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา)..คำถามที่เกิดขึ้นคือ (แล้วนี่หมายความว่าอะไร)

---สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น คือ"ประเทศที่รับวิกฤตเต็มๆ"อย่างอเมริกา กำลังแสดง การเติบโตที่ค่อนข้างดี เริ่มจากบริษัทต่างๆกลับมามีกำไรดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทเหล่านี้กลับมาจ้างงานเพิ่ม ..แสดงให้เห็นถึงการค่อยๆฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริง ประกอบกับ การคงดอกเบี้ยต่ำ ทำให้"เงิน"ไหลเข้ามาในตลาดทุน เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อหุ้นกลับมาดี มันก็เริ่มดึงให้กิจการค่อยๆฟื้นตัว ..สรุปได้ว่า "เป็นสัญญาณบวก ค่อนข้างชัดเจน"

..ผมเชื่อว่า เมื่อสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนเช่นนี้แล้ว นักลงทุนที่เก่ง จะมองข้าม Shot ไปที่ ในอนาคตนั่นหมายความว่า ณเวลานี้เป็นต้นไป เป็นเวลาที่กอบโกย สำหรับ Bull Market ที่เริ่มขึ้นใหม่ พร้อมกับมองหาจุด Peak ที่เราจะต้อง"วิ่งออก" ในรอบต่อไป(ไม่ใช่มานั่งจมกับว่า ตลาดจะไปต่อ หรือตก เพราะมันผ่านจุดนั้นมานานแล้ว)....